ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือไม่




วิตามินพบได้ในอาหารจากธรรมชาติทุกชนิด อาหารบางอย่างมีวิตามินไม่เท่ากัน หากรับประทานอาหารที่ถูกต้องครบทุกหมู่ในปริมาณที่สมดุล ก็จะได้รับวิตามินครบถ้วนตามที่ต้องการ คำกล่าวนี้อาจจริงหรือไม่ เพราะจะมีสักกี่คนที่สามารถรับประทานอาหารในฝันแบบนั้นได้ตลอด
นายแพทย์แดเนียล ที. ควิกลีย์ ผู้เขียนหนังสือ The National Malnutrition(ภาวะทุพโภชนาการแห่งชาติ) กล่าวไว้ว่า "ทุกคนที่เคยรับประทานน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม แป้งขัดขาว หรืออาหารกระป๋อง ล้วนมีภาวะขาดสารอาหารบ้างไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับ ปริมาณของอาหารด้อยคุณค่าเหล่านี้ที่รับประทานเข้าไป" ยิ่งไปกว่านั้น
ในวารสารของสมาคมแพทย์อเมริกา ฉบับเดือนตุลาคม 2002 ได้รายงานผลการศึกษาวิจัยซึ่งระบุว่าผู้ใหญ่ทุกคนควรรับประทานวิตามินอย่างหลากหลาย เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับสารอาหารที่ต้องการครบถ้วนจากอาหารที่เรารับประทานในแต่ละวัน
ด้วยเหตุที่ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะอุ่นอาหารซ้ำ หรือตั้งอาหารไว้ใต้แสงไฟเพื่อให้อาหารอุ่น หากคุณรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ หรือซื้ออาหารกลับมารับประทานที่บ้านเป็นประจำ คุณมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ บี 1 และซี และเนื่องจากอาหารจำนวนมากผ่านกระบวนการแปรรูปหรือการดัดแปลงทางพันธุกรรม(ร้อยละ 75 ของอาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม) จึงพบภาวะขาดแคลเซียม กรดโฟลิก และแมกนีเซียมเพิ่มขึ้นมา (และหากคุณเป็นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 13-40 ปี การรับประทานอาหารแบบเน้นสะดวกไว้ก่อนเช่นนี้ อาจทำให้คุณต้องจ่ายค่าความสะดวกเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการสร้างกระดูกอย่างแคลเซียมและธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัว)
อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปจะมีสารอาหารต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังและซีเรียล อาหารเกือบทั้งหมดที่คุณหาได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้ ไม่มีสารอาหารใดๆสูงเลยนอกจากแป้ง แต่คุณอาจจะบอกว่า "พวกมันได้ผ่านกระบวนการเติมสารอาหารแล้ว!" เพราะคุณได้เห็นคำว่า "enriched" เขียนไว้ที่ฉลาก
กระบวนการเสริมโภชนาการ หรือ enrichment หมายถึง การเติมสารอาหารที่เดิมมีอยู่ในอาหารนั้นๆอยู่แล้ว แต่เพราะการผ่านความร้อน การเก็บรักษาและอีกหลายกระบวนการจนสารอาหารนั้นหายไป ดังนั้น มันจึงถูก"เสริมโภชนาการ"จนมีสารอาหารเทียบเท่ากับระดับที่มีในธรรมชาติก่อนที่จะผ่านกระบวนการผลิต แต่โชคร้ายไปหน่อยที่มาตรฐานของการเสริมโภชนาการยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการทางโภชนาการได้ ตัวอย่างเช่น มาตรฐานของการเสริมโภชนาการสำหรับแป้งขัดขาว คือการทดแทนสารอาหารธรรมชาติ 22 ชนิดที่สูญสลายไปด้วยการเสริมวิตามินบีสามชนิด วิตามินดี แคลเซียมและธาตุเหล็ก แท้จริงแล้วสำหรับสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งหมดนั้น สารเพียงไม่กี่ชนิดนี้จัดได้ว่าอ่อนด้อยมาก
สารอาหารคืออะไร
มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าวิตามิน แม้คนจะชอบคิดว่าสารอาหารคือวิตามินเท่านั้น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน(ซึ่งมีกรดแอมิโนเป็นหน่วยก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน) ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ ล้วนจัดเป็นสารอาหารทั้งสิ้น
สารอาหารเป็นส่วนของอาหารที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพที่แข็งแรง สารอาหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อพลังงาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ การเผาผลาญอาหาร และการเจริญเติบโตของเซลล์
ข้อแตกต่างระหว่างสารอาหารหลักกับสารอาหารรอง
สารอาหารรอง(Micronutrients) เช่น วิตามินและเกลือแร่ ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานกับเราโดยตรง แต่สารอาหารหลัก(Macronutrients) เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นตัวที่ให้พลังงาน เพียงแต่จะให้พลังงานก็ต่อเมื่อมีสารอาหารรองในปริมาณเพียงพอที่จะให้มันทำงานได้
ปริมาณของสารอาหารรองและสารอาหารหลักที่คุณต้องการเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีนั้นแตกต่างกันมาก แต่ต่างก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ไมโครนิวเทรียนท์ (Micronutrient) คืออะไร
คือ วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกายแต่ขาดไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับระดับไมโครนิวเทรียนท์ในเลือด
เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่หลากหลาย รวมถึงการช่วยให้ร่างกายผลิตเอนไซม์ ฮอร์โมน และสารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการการพัฒนาตามปกติของร่างกาย
ไมโครนิวเทรียนท์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ไมโครนิวเทรียนท์ ที่ควรได้รับการตรวจเพื่อนำมาปรับโภชนาการมีดังนี้
Beta-Crytoxanthin | Lycopene | Alpha-Carotene | Beta – Carotene | Coenzyme Q10 | Vitamin A (Retinol) |
Vitamin E (Gamma -Tocopherol) | Vitamin E (Alpha -Tocopherol) | Lutein+Zeaxanthin | Magnesium | Vitamin B12 |
Folate | Ferritin | Vitamin D2/D3
ประโยชน์ของวิตามินและแร่ธาตุแต่ละตัว
Beta-Crytoxanthin อยู่ในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงและป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระสามารถทำลายเซลล์และ DNA ได้
และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากในส้มแมนดาริน ลูกพลับ ส้ม มะละกอ ฟักทอง และพริกหวานสีแดง
Lycopene เป็นสารอาหารจากพืชที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้สีแดงและชมพู เช่น มะเขือเทศ แตงโม และเกรปฟรุตสีชมพู ซึ่งเป็นสีที่มีลักษณะเฉพาะ มีประโยชน์ต่อสุขภาพตั้งแต่หัวใจไปจนถึงการป้องกันผิวไหม้จากแดดและมะเร็งบางชนิด
Alpha-Carotene สารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ที่แรงกว่าเบต้าแคโรทีน พบในผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีเขียวเข้ม ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อสู้กับการอักเสบที่เกิดจากการเกิดออกซิเดชันซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัลฟา-แคโรทีนจะมีความคล้ายคลึงกันทางเคมีกับเบตา-แคโรทีน แต่การศึกษาหลายการศึกษาก็แสดงให้เห็นว่าอัลฟา-แคโรทีนมีประสิทธิภาพมากกว่าในการลดอัตราการเสียชีวิตของมะเร็งบางชนิด (ปอด ต่อมลูกหมาก ตับ ฯลฯ) และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง การเสียชีวิตจากหลอดเลือดหัวใจ การวิจัยในหัวข้อนี้มีแนวโน้มว่ายิ่งความเข้มข้นของอัลฟาแคโรทีนในเลือดสูงเท่าใด ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุก็จะลดลง
Beta- Carotene เป็นสารประกอบที่ให้สีเหลือง สีส้ม และสีแดงสดใสแก่ผัก ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญในการมองเห็น มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของเซลล์และในการรักษาอวัยวะที่แข็งแรง เช่น หัวใจ ปอด และไต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมต่อดวงตาและผิวหนัง
Coenzyme Q10 ช่วยให้เซลล์สร้างพลังงาน บำรุงหัวใจและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ลดความถี่ในการเป็นไมเกรน นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้า ผิวหนังถูกทำลาย และโรคทางสมองและปอด
Vitamin A (Retinol) วิตามินเอเป็นกุญแจสำคัญในการมองเห็นที่ดี ช่วยการมองเห็นในที่แสงสลัว เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ รักษาผิวหนังและเยื่อบุของร่างกายให้แข็งแรง
Vitamin E (Gamma -Tocopherol) มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต่อต้านริ้วรอย ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ และการเสื่อมลงตามอายุ
Vitamin E (Alpha -Tocopherol) ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ การไหลเวียนโลหิต ภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ผิวสุขภาพดี
Lutein+Zeaxanthin ช่วยปกป้องดวงตาจากคลื่นแสงพลังงานสูงที่เป็นอันตราย เช่น รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด จากการศึกษาพบว่าหากมี 2 ค่านี้อยู่ในระดับสูง จะสัมพันธ์กับการมองเห็นที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแสงสลัวหรือในที่แสงจ้า
Magnesium แมกนีเซียมมีความสำคัญต่อกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาททำงานเป็นปกติ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และช่วยให้ร่างกายสร้างโปรตีน กระดูก และดีเอ็นเอ การขาดแมกนีเซียมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยล้า และอ่อนแรง การขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการชา ปวดกล้ามเนื้อ ชัก หัวใจเต้นผิดปกติได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เบาหวานชนิดที่ 2 โรคกระดูกพรุน และไมเกรน
Vitamin B12 เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยการทำงานของร่างกายหลายอย่าง ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและ DNA ที่แข็งแรง ช่วยการทำงานของสมอง หากขาดวิตามินบี 12 อาจส่งผลต่อความจำและความรู้ความเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับพลังงาน ลดความอ่อนแรง เหนื่อยล้า ป้องกันการเสื่อมของตา ลดโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้า ความเสี่ยงในการขาดวิตามินบี 12 จะเพิ่มขึ้นหากเป็นผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ (รับประทานมังสวิรัติ)
Folate เป็นวิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในไขกระดูก สร้าง DNA และ RNA และเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน การมีโฟเลตในปริมาณที่เพียงพอมีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การตั้งครรภ์ วัยทารก และวัยรุ่น ในผู้ใหญ่ทั่วไปก็มีความสำคัญไม่แพ้กันโดยเฉพาะในการบำรุงเลือด
Ferritin เพื่อตรวจดูภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดออกซิเจนในเลือด สามารถแสดงว่าร่างกายมีธาตุเหล็กมากเกินไปหรือน้อยเกินไป หรือใช้เพื่อวินิจฉัยโรคอื่นๆ ได้</p>
Vitamin D2/D3 วิตามิน D2 และ D3 เป็นวิตามินดีสองรูปแบบหลัก วิตามิน D2 มีอยู่ในพืชและยีสต์ ในขณะที่ D3 มาจากสัตว์ วิตามินดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน ร่างกายมนุษย์สามารถผลิตวิตามินดีได้เมื่อโดนแสงแดด อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจำเป็นต้องเพิ่มวิตามินดีโดยการบริโภคอาหารหรือวิตามินเสริมบางอย่าง วิตามินดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพ มีบทบาทสำคัญในการรักษามวลกระดูก ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกัน เราสามารถรับวิตามินดีได้จากแสงแดด อาหาร หรือวิตามินเสริม
ทำไมเราถึงควรตรวจ Micronutrient Profile
การขาดสารอาหารไมโครนิวเทรียนท์ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
การขาดสารอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพที่อันตรายได้ โดยสามารถนำไปสู่ผลกระทบต่อความสามารถโดยรวม อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงจากโรคและสภาวะปัญหาสุขภาพอื่นๆ
เราสามารถป้องกันการขาดสารอาหารเหล่านี้ได้จากความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้องและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงการรับประทานอาหารเสริมในกรณีที่จำเป็น ซึ่งปริมาณความต้องการของไมโครนิวเทรียนท์ แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
ใครบ้างที่เหมาะกับการตรวจ Micronutrient Profile
การตรวจไมโครนิวเทรียนท์เหมาะสำหรับ
ผู้ที่มีภาวะปกติที่อยากดูแลสุขภาพ ภาวะโภชนาการเป็นรากฐานของสุขภาพ การตรวจสอบและแก้ไขภาวะขาดสารอาหารเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดีในระยะยาว
ผู้ที่มีภาวะผิดปกติ ที่อาจเกิดจากการขาดไมโครนิวเทรียนท์ ซึ่งอาจพบว่าทำให้เกิดโรคเบาหวาน อาการเหนื่อยล้า อารมณ์ผิดปกติ ควบคุมน้ำหนักได้ไม่ดี โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด ปวดไมเกรน ไม่สามารถอดทนต่อความเครียด มีภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น
ร่างกายมนุษย์มีเซลล์ 37.2 ล้านล้านเซลล์ เซลล์เหล่านี้ตายลงวันละ 60,000 ล้านเซลล์ ดังนั้น ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเซลล์ใหม่ในจำนวนเท่ากันทุกวันเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป เมื่อใดที่การสร้างเซลล์ใหม่ลดน้อยลง ชีวิตก็จะเข้าสู่วัยชรา และวันใดที่การสร้างเซลล์ใหม่ยุติลง นั่นก็หมายถึงการสิ้นสุดของชีวิตด้วยเช่นกัน
สารอาหารหลัก (Macronutrient)

เป็นกลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
โปรตีน...ก้อนอิฐของบ้านทุกหลัง โปรตีน แปลว่า สิ่งแรกที่สำคัญ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิต เป็นสารอินทรีย์ซับซ้อนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด แบ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Indispensable Amino Acid) 8-9 ชนิด และกรดอะมิโนไม่จำเป็น (Dispensable Amino Acid) 11-12 ชนิด หน้าที่หลักของกรดอะมิโนคือสร้างโปรตีนเพื่อใช้เป็นโมเลกุลโครงสร้างและโมเลกุลทำงานในร่างกาย กรดอะมิโนจำเป็นบางตัวเป็นกรดอะมิโนจำกัด (Limiting Amino Acid) ที่อาจไม่มีในอาหารบางชนิดและหากร่างกายไม่ได้รับก็จะทำให้การผลิตโปรตีนที่เกิดขึ้นได้อย่างจำกัด
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน...แหล่งพลังงานดี แน่นอนว่า ร่างกายคนเรา ต้องการพลังงานจากสารอาหารที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน โดยเฉพาะ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนไม่ผ่านการขัดสีที่มีค่า GI หรือค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และแปลงเป็นพลังงานให้ร่างกาย ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ตัวอย่างเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี, ธัญพืช, มันเทศ, เผือก เป็นต้น
วิตามินและเกลือแร่...ปูนที่เชื่อมก้อนอิฐ วิตามินและเกลือแร่ เปรียบเสมือนปูนที่ยึดเหนี่ยวก้อนอิฐหลายๆ ก้อนเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เป็นส่วนเสริมระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันจะไม่สามารถละลายในเลือดได้อย่างอิสระ จึงจำเป็นต้องใช้โปรตีนเป็นตัวขนส่งไปยังจุดต่างๆ ในร่างกาย เมื่อวิตามินกลุ่มนี้จับกับโปรตีน จะทำให้เกิดเป็นคอมเพล็กซ์ที่เหนี่ยวนำให้เกิดกลไกของปฏิกิริยาร่างกายอื่นๆ ตามมา ขณะเดียวกันวิตามินกลุ่มที่ละลายน้ำก็ต้องการโปรตีนทำงานเพื่อช่วยขนส่งผ่านเมมเบรน และทำหน้าที่ในปฏิกิริยาต่างๆ เช่นกัน การขาดสารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและทำให้เกิดโรคได้
ไฟโตนิวเทรียนท์...สีทาบ้านที่ช่วยปกป้อง สารไฟโตนิวเทรียนท์ คือ สารอินทรีย์ตัวเล็กๆ ที่พืชสร้างขึ้น มีจำนวนมากมายขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด เปรียบได้กับสีทาบ้านและน้ำยาเคลือบที่ช่วยปกป้องคุ้มกันความแข็งแกร่งของอิฐและปูนจากสภาพแวดล้อม เป็นส่วนช่วยในการภูมิคุ้มกันมลพิษต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยรอบ สารอินทรีย์เหล่านี้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ การบริโภคผักผลไม้อย่างหลากหลาย ต่างสี กลิ่น และรส ช่วยให้ได้รับสารไฟโตนิวเทรียนท์หลากหลายชนิดที่จะเข้าไปร่วมทำงานกับโปรตีน ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน (Curcumin) เรสเวอราทรอล (Resveratrol) เควอซิทิน (Quercetin) และไอโซไธโอไซยาเนต (Isothiocyanates) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของโปรตีนหลายชนิด ช่วยให้โปรตีนทำงานทำหน้าที่ป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรดไขมันโอเมก้า-3…ระบบไฟฟ้า-ประปาอำนวยความสะดวก กรดไขมันโอเมก้า-3 เปรียบได้กับระบบไฟฟ้าและระบบประปาในร่างกาย ทำหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของโปรตีนให้มีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันกรดอะมิโนจากโปรตีนก็ช่วยส่งเสริมการทำงานของกรดไขมันโอเมก้า-3 หรือต่างฝ่ายต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในลักษณะทวีคูณ ดังนี้
* ลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว กรดไขมันโอเมก้า-3 ส่งผลให้การสังเคราะห์โปรตีน CRP (C-Reactive Protein) ซึ่งเป็นสารบ่งชี้อาการอักเสบในผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดลดลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้
* ป้องกันการสูญเสียโปรตีน การเสริมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในคนสูงอายุจะช่วยให้การสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหลายชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียโปรตีนในผู้สูงอายุ
* เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ การเสริมกรดไขมันโอเมก้า-3 ให้ผลดีต่อนักกีฬาที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เนื่องจากพบว่ากรดไขมันชนิดนี้เร่งการสร้างกล้ามเนื้อในนักกีฬาได้
ดังนั้น การรับประทานสารอาหารให้ครบถ้วนในแต่ละมื้อ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน
